1-6 สัปดาห์แรกของคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างไรบ้าง ?

NATUR ชวนคุณแม่ตั้งครรภ์มาเช็ก 6 อาการสำคัญและการเปลี่ยนแปลงในช่วง 1-6 สัปดาห์แรกนั้น เป็นอย่างไรบ้าง? 

  1. ประจำเดือนขาด

โดยปกติรอบเดือนของผู้หญิงจะมีระยะเวลา 21-35 วัน แต่ละคนจะต่างกัน แต่หากประจำเดือนขาดไป 10 วัน ต้องสงสัยว่าคุณกำลังตั้งครรภ์แล้ว ซื้อชุดทดสอบการครรภ์มาตรวจและมีผลออกมา 2 ขีด ซึ่งบอกถึงฮอร์โมนเอชซีจี (hCG : Hu-man Chorionic Gonadotro-pin) ที่เกิดขึ้นเมื่อไข่ได้รับการผสมแล้วไปฝังตัวที่ผนังมดลูก นั่นแสดงว่าลูกรักกำลังเติบโตอยู่ในท้อง พร้อมให้คุณแม่ไปฝากครรภ์และดูแลตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

  1. เจ็บหน้าอก

มีอาการคัดตึงเต้านม  เจ็บหัวนมเล็กน้อย  คุณแม่จะรู้สึกว่าหน้าอกนุ่มนิ่มขึ้น มองเห็นเส้นเลือดบริเวณผิวหนังเต้านมได้ชัดขึ้น  และหากสังเกตจะพบว่าลานนมมีสีเข้มคล้ำขึ้นด้วย

  1. คลื่นไส้ อาเจียน

“อาการแพ้ท้อง” มักพบในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ เกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ โดยมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนในช่วงเช้า แต่บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ได้ทั้งวันลองหาเครื่องดื่มอุ่น ๆ เช่น น้ำขิง น้ำเต้าหู้ ช็อกโกแลตร้อนจิบตอนเช้า กินอาหารอ่อน ๆ เพื่อให้ย่อยง่ายเพราะบางครั้งการอาเจียนจะมากขึ้นหากมีภาวะน้ำตาลต่ำร่วมด้วย หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากควรไปพบแพทย์ เพราะอาจต้องรับประทานยาลดอาเจียนและวิตามินบางชนิดเพื่อลดอาการแพ้ท้อง ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก บางรายที่กินไม่ได้น้ำหนักลด หรือคุมการอาเจียนไม่ได้ด้วยยากินอาจต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

  1. เลือดออกทางช่องคลอด

คุณแม่บางคนอาจมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยหรือบางคนเรียกว่าเลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Spotting) สาเหตุเกิดจากการที่ตัวอ่อนฝังตัวในผนังมดลูกของคุณแม่ ทำให้มีเลือดเป็นสีชมพูหรือสีน้ำตาลออกมาทางช่องคลอด มักจะออกมานิดเดียวแล้วก็หายไป ไม่ต้องกังวลใจ ยกเว้นว่ามีเลือดไหลออกมานานหลายวันหรือมีปริมาณมากผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ 

  1. พัฒนาการของลูกในครรภ์ 1 เดือนแรก

ลูกรักยังเป็นตัวอ่อนที่มีรูปร่างงอคล้ายกุ้ง มีขนาดเล็กจิ๋วเท่าปลายเข็ม ร่างกายกำลังสร้างเลือด เส้นเลือด 

มีการแบ่งเซลล์เพื่อพัฒนาเป็นอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

  1. เทคนิคเสริมสร้างพัฒนาการลูกรัก

ดูแลตัวเอง กินอาหารที่มีคุณค่า หลีกเลี่ยงการใช้ยาสารเคมีอันตราย และอาหารที่ไม่ปลอดภัย พักผ่อนให้เพียงพอ และรีบไปฝากครรภ์ทันทีที่รู้ว่าตั้งท้อง เพื่อรับยาบำรุงครรภ์ โดยเฉพาะกรดโฟลิกที่จำเป็นต่อพัฒนาการที่สมบูรณ์ของระบบประสาททารกในครรภ์

spot_imgspot_img

Related articles

เปรียบเทียบขวดนม 3 แบบยอดนิยม เลือกแบบไหนดีสุด

ขวดนมเด็กแต่ละแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับการใช้งานต่างกัน ทั้งเรื่องวัสดุ รูปแบบขวด ขนาด และความสะดวกในการดูแล บางครอบครัวอาจต้องการขวดที่น้ำหนักเบา ขณะที่บางบ้านให้ความสำคัญกับความทนทานอย่างขวดนมสีชา ดังนั้นก่อนเลือกซื้อขวดนมให้ลูก ลองมาดูความแตกต่างของ 3...

คุณแม่ทำงานต้องรู้! เลือกขวดนมยังไงให้สะดวกที่สุด

สำหรับคุณแม่ทำงานการเลือกขวดนมที่เหมาะตั้งแต่แรกช่วยลดขั้นตอนวุ่นวายในแต่ละวันได้ ทั้งการเตรียมนม พกไปฝากผู้ดูแล และสลับระหว่างเข้าเต้ากับการดูดขวด นอกจากวัสดุและขนาดขวดแล้วจุกนมก็เป็นอีกจุดที่ควรให้ความสำคัญ โดย NATUR มีจุกนมไซซ์เดียวรุ่น INFINIT ที่ออกแบบให้น้ำนมไหลตามแรงดูดของลูก ช่วยลดความยุ่งยากเรื่องการเปลี่ยนไซซ์จุกนม...

ขวดนมBPA Free คืออะไร ? สำคัญกับลูกแค่ไหน

เวลาจะเลือกขวดนมเด็กหลายบ้านอาจเริ่มจากรูปทรง ขนาด หรือจุกนม แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือวัสดุของขวด เพราะเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสกับนมโดยตรงทุกวัน หนึ่งในคำที่คุณพ่อคุณแม่พบอยู่บ่อย ๆ จึงเป็น “BPA...

เตรียมของใช้ลูกงบประหยัด แต่ได้ของคุณภาพ ต้องเลือกอย่างไร

ก่อนถึงวันคลอดหลายครอบครัวอาจเผลอซื้อของเผื่อไว้มากเกินจำเป็น ทั้งที่การเตรียมของเตรียมคลอดแบบคุ้มค่า ควรเริ่มจากของที่ต้องใช้จริงและใช้บ่อยก่อน โดยเฉพาะของใช้ลูก อย่างขวดนม และอุปกรณ์ให้นมที่ควรพิจารณาทั้งคุณภาพและความเหมาะสมกับการใช้งาน การวางแผนซื้อเป็นลำดับจึงช่วยควบคุมงบได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดมาตรฐานของสิ่งที่ลูกต้องใช้ในทุกวัน ทั้งนี้ NATUR มีผลิตภัณฑ์แม่และเด็กครอบคลุมตั้งแต่ขวดนม จุกนม ปั๊มนม...

ขวดนมแบบไหนเหมาะกับลูกที่กินเร็ว กินเก่ง

ลูกแต่ละคนมีจังหวะและปริมาณการกินนมไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเด็กที่กินเร็วหรือเริ่มกินนมได้มากขึ้น การเลือกขวดนมจึงควรดูให้สัมพันธ์กับปริมาณนมที่กินจริง ควบคู่กับการเลือกจุกนมที่มีอัตราการไหลเหมาะกับแรงดูด เพราะหากน้ำนมไหลเร็วเกินไป ลูกอาจดูดไม่ทัน ขณะที่ไหลช้าเกินไปก็อาจทำให้ต้องออกแรงดูดมากและหงุดหงิดระหว่างมื้อ ดังนั้นขวดใหญ่หรือจุกที่ไหลเร็วกว่า จึงไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับเด็กที่กินเก่งทุกคน...

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่